ข้อแนะนำในการวาดการ์ตูน
posted on 14 May 2008 21:19 by sparkaoแหะๆ พอดีว่ากำลังหาประเด็นจะไปถกกับอาจารย์แลยครุ่นคิดเรื่อง "เกณฑ์มาตรฐาน" และ "การทำงานกับลูกค้า" อยู่ ผนวกกับมีรุ่นน้องมาให้วิจารณ์งาน ก็เลยอยากจะเขียนหัวข้อนี้ดู ในฐานะที่เรียนศิลปะหลายแขนง และผ่านการทำงานวาดการ์ตูนมานานพอสมควร ก็หวังว่าจะเป็นประโยชน์กับหลายๆ คนที่วาดการ์ตูน และเขียนโดจิน..นะ ^_^ (หรืองานศิลปะอื่นๆ ก็ได้~)
ข้อแนะนำตรงนี้เป็นการยกมุมมองของอาจารย์ที่เป็นประโยชน์ (ทั้งอ.ไทยและต่างชาิติ), ความคิดเห็นจากประสบการณ์ และสิ่งที่รุ่นพี่แนะนำมา ไม่จำเป็นต้องเชื่อที่เราพูดหมดก็ได้ แต่ถ้าเอาไปประยุกต์ใช้เป็นแนวทางให้เหมาะกับการทำงานของตัวเองได้กจะดีไม่ใช่น้อย เพราะหัวข้อที่เราจะยกมาพูดนี่ ดูเด็กๆ บ้านเราหลายคนยังขาดกันอยู่หลายข้อ เหอ เหอ เหอ~
ข้อแนะนำในการวาดการ์ตูน (จะ focus on วาดการ์ตูนเป็นหลัก แต่เอาไปใช้กับการทำงานศิลปะก็ได้นะ)
1. ศึกษางานมากๆ
yamamoto kana's : parade
A: สไตล์ลายเส้นการ์ตูนไม่ได้มีดีแต่แบบที่เราชอบ นักวาดที่เราชื่นชอบที่สุดก็ไม่ได้ดีที่สุดเสมอไป กระแสนิยม (หรืออะไรที่เป็นที่นิยมมากๆ ช่วงนั้นๆ) บางทีก็ทำให้เรายึดติดอยู่กับสไตล์ในใจมากไปหน่อย ที่อยากจะบอกก็คือ ถ้าเราลองเปิดโลกทัศน์ให้กว้างขึ้น ดูทั้งงานญี่ปุ่น เกาหลี ฝรั่ง จีน หลายๆ สไตล์ ก็จะทำให้เรามีมุมมองที่กว้างขวางขึ้น
การยึดติดเกินไป.. ยกตัวอย่างเช่น..
"โอ๊ยยยย Lๆ นุ่ะสุดยอดดด อย่างอื่นน่ะมันแย่ มันเค อิ๊ๆๆๆๆๆ กล้ามๆ บลาๆ"
หรือ "โอ๊ยงานคนนี้เค้าสุดยอดมากๆเลยเธอออ เทพสุดๆ ชั้นจะเชิดชูเค้าตลอดไป โอววว"(แต่จริงๆ แล้วคนเก่งๆ ก็มีเยอะแยะ หรือคนคนนั้นอาจจะได้สไตล์จากเกาหลีมาอีกที บลาๆๆ)
มันก็ไม่ได้เป็นผลเสียเท่าไหร่หรอก แต่ลองคิดดูสิ เราไป ตัดสิน อะไรบางอย่างทั้งที่เรายังรู้เกี่ยวกับสิ่งนั้นไม่ดีพอ รู้อะไรนอกเหนือจากมุมมองตัวเองไม่มากพอ (นัยว่าอยู่ในกะลา) มันก็แปลว่าเราเป็นคนที่มีจิตใจคับแคบไม่ใช่เหรอ?
เพราะว่า การยัดเยียดความคิดเห็นของตัวเองใส่คนอื่นโดยปราศจากเหตุผลน่ะ ไม่ใช่สิ่งที่ดีหรอก
ลองอ่านการ์ตูนให้เยอะกว่านี้.. ดูอิลลัสต์ให้เยอะกว่านี้.. แล้วมันจะทำให้เรามีสายตาที่ดีขึ้น โลกทัศน์กว้างขึ้น ทีนี้สิถึงจะมีหน้าไปวิจารณ์ชาวบ้านเค้าได้จริงอย่างแฟร์ๆ 555+
ศิลปินที่ดีจำเป็นต้องมีสายตาที่ดีนะ
B: สำหรับคนเขียนโดจิน ให้ลองดูหนัง และอ่านหนังสือเยอะๆ ด้วย หลักการของการเขียน japanese-manga ก็คล้ายๆ กับการทำหนังขึ้นมาเรื่องหนึ่ง การวาดภาพแล้วมีคำพูดประกอบแล้วเอามาใส่ช่องเฉยๆ เนี่ยไม่ใช่การ์ตูนที่ดีอย่างแน่นอน illustrator ก็คือ illustrator ส่วน comicer ก็คือ comicer เป็นสายย่อยต่างกัน อย่าเอามารวมกัน ถ้าจะเทียบอย่างแร็คฯ ก็คงจะบอกได้ว่า จะเป็น comicer ที่ดีเนี่ยต้องไปอัพสกิล script-writing & storyboarding มาซะก่อน ส่วนการสื่อมุมมองสื่อความหมายจากเนื้อเรื่องก็ต้องไปฝึกมาจากการดูหนังหรือการ์ตูนของมืออาชีพนะคะ
มีนักเขียนการ์ตูนหลายคนที่ประสบความสำเร็จในการใช้ช่อง, มุมมอง, action มาก เช่นคนวาด naruto กับคนวาด Prince of Tennis จะว่าไปอ.โอบาตะที่วาด Death Note กับ Hikaru no go ก็ใช้การเล่าเรื่องผ่านมุมมองของช่องที่เหมือนภาพยนตร์ได้ดีมากเช่นกัน
บางคนอาจจะแย้งได้ว่า แล้วงานแนวการ์ตูนผู้หญิงล่ะ ไม่เห็นจะต้องเป็นหนังขนาดนั้นเลย.. มันก็ใช่.. แต่การดูหนัง (หนังสั้นยิ่งดีนะ) จะช่วยคุณในด้านการแสดงอารมณ์ของคน / การสื่ออารมณ์โดยใช้มุมกล้องต่างๆ ได้จริง คนที่เคยทำหนังสั้นจะเข้าใจ หลักการมันแบบเดียวกับในหนังสือ how to (วาดการ์ตูน) เลยละ
2. ตั้งมาตรฐานให้กับตัวเอง
A: หลังจากที่มีสายตาที่่ดีขึ้นแล้ว เราก็จะเริ่มมี skill ในการพัฒนางานตัวเองมากขึ้นแล้วล่ะ อยากจะให้ลองตั้งมาตรฐานให้กับตัวเองดู ว่าจะต้องทำให้ได้อย่างงี้ๆ นะ (อย่าเพิ่งไปมองสูงเกินไป จะท้อได้ ค่อยๆ ก้าวไปด้วยกันนะ
) เริ่มแรกเนี่ยอย่าเพิ่งไปคิดว่าโอ้โหเราเนี่ยต้องเก่งเลิศศศ ให้เอาให้ได้มาตรฐานสามัญเช่น วาดยังไงไม่ให้ตาเบี้ยว หูเบี้ยว อันนี้หันมุมนี้แล้วตาประหลาดว่ะเฮ้ย เฮ้ยทำไมเท้ายังกะเอเลี่ยน ขนคื้วสองข้างไม่เท่ากัน เฮ้ยทำไมชั้นวาดได้แต่มุมหันขวาวะแสด มุมเงยวาดไม่ได้ว่ะ ทำไงดี!! อะไรก็ว่าไป~ ขั้นตอนนี้ต้องใช้เวลานานเ็ป็นปี (หรือหลายปี) กว่าจะผ่านไปได้อะ.. ลองหาเพื่อนที่เก่งกว่า หรืออาจารย์ หรือคนที่ความสามารถพอๆ กัน มาให้ช่วยดู ช่วยติ เพราะตัวเองอาจจะไม่รู้็ก็ได้ว่าตัวเองวาดเพี้ยน (เหมือนเราที่วาดไหล่โตเกินควรมานานเพราะช่วงนั้นเล่น escape, อ่าน bingo ก๊ากๆๆๆ)
มาตรฐานสามัญคืออะไร? คือตัวที่จะบ่งบอกว่าสิ่งที่เราวาดเนี่ย คือคนนะไม่ใช่เอเลี่ยน ทำนองนั้น.. ก็ขึ้นอยู่กับความละเอียดของสไตล์ลายเส้นแต่ละคน เลือกเอาตามใจชอบ ตั้งแต่ชินจังยันอลิคิโนะ (ชินจังไม่ใช่เอเลียน เพราะคนวาดเ้ค้าทำให้มาตรฐานของเค้าเป็นเส้นอย่างนั้นสไตล์เดียวกันได้ทั้งเรื่อง หรือจะบอกว่าเป็นเส้นแบบ minimal/abstract บิดเบือนความจริงและลดทอนลงมาดี?) วาดๆ ไปเหอะเดี๋ยวก็หาแนวตัวเองได้ ฮ่าๆ ลองหามาตรฐานสามัญของลายเส้นตัวเองให้เจอ แล้ววาดให้คงที่!
Basically the best เน้อ.. ฝึกๆ ไปก่อนจะสายเกินแก้.. ก่อนจะอีโก้จัด.. ฮ่าๆๆๆ
B: สำหรับคนที่คิดจะทำงานออกมาขายเป็นจริงเป็นจัง ไม่ได้ทำเล่นๆ ก็อยากจะให้มองล้ำไปอีก ให้คิดมาตรฐานเป็นแบบเดียวกับการ์ตูนญี่ปุ่นที่วางขายบ้านเราไปเลย อย่ามัวแต่อ้างว่ากำลังพัฒนา มันก็ใช่อะนะ... แต่้ถ้าคิดว่า "เอาเหอะ เราคนไทย ได้แค่นี้ก็ดีถมเถไปละ จะไปเทียบกะเค้าได้ไงล่ะวุ้ย เค้าทำเป็นมืออาชีพนี่หว่า" มันก็จริงอยู่... แต่แล้วเมื่อไหร่วงการการ์ตูนไทยจะพัฒนากว่านี้ล่ะ หืม?
เราทำงานออกมาขาย ก็ควรจะทำให้ได้ใกล้เคียงกับมาตรฐานตามท้องตลาดจริง นั่นก็คือการ์ูตูนญี่ปุ่น นะ.. จ๊ะ..
(โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่เป็นมืออาชีพเนี่ยก็ควรจะวาดให้ได้มาตรฐานนี้จริงมั้ย
ไม่งั้นใครจะอยากซื้อการ์ตูนที่เค้าวาดกัน? ฮึ่มแฮ่~)
3.สนุกกับการวาด
A: เรารู้ว่าหลายๆ คนที่วาดรูปเนี่ย ลึกๆ แล้วก็เพราะอยากจะให้ตัวเองเป็นที่ยอมรับ อยากจะเป็นที่ชื่นชม ของเพื่อน ของสังคมในเน็ต ของครอบครัว ของอะไรก็ว่าไป เป็นเรื่องธรรมดา แต่บางทีพอถึงจุดจุดนึง มันอาจจะกลายเป็นการวาดเพื่อให้เป็นที่ยอมรับอย่างจริงจังจนลืมความภาคภูมิใจในตนเองไปได้
ยังไงน่ะเหรอ? เราไม่ได้สนุกไปกับมันอีกแล้วไง คิดแต่ว่า จะต้อง CF ให้ชนะให้ได้!, จะต้องทำภาพนี้ให้อลังการๆ ทุกคนจะได้ชมเราบ้าง ไม่ใช่ไอ้คนนั้น, เราจะต้องทำงานนี้ให้สุดยอดอาจารย์จะได้ให้คะแนนเต็ม วะฮ่ะฮ่า บลาๆๆ แต่ลืมไปว่าตอนที่เราเริ่มวาดรูปน่ะ.. เราวาดเพราะอยากวาด เราวาดเพราะมีความสุขไปกับมัน
แล้วไง? จากนั้นก็จะเริ่มเบื่อ เริ่มเฟล ยังไงล่ะ!!!! ความคิดที่ว่า โอ๊ยยย เรามันห่วย เรามันแย่ ทำไมคนนั้นเค้าเก่งจัง ทำยังไงถึงจะเก่งได้อย่างนั้นบ้าง ฯลฯ ก็จะประดังเข้ามา กล่าวคือ.. เมื่อเราไม่สนุกไปกับการวาด ทำให้ความภาคภูมิใจในตัวเองน้อยลง ตอนนั้นแหละที่เราจะเริ่มอ่อนแอ และเปราะบาง
คนที่่ติดอยู่ในวังวนของการไล่ล่าคำชม ไล่ล่าชื่อเสียงและการยอมรับจากสังคม มัวแต่พึงพอใจกับสถานะตรงนั้นจนติดอยู่กับคำชมจะทำให้พัฒนาได้ช้า และจะกลายเป็นอีโก้จัด (ภาคภูมิใจในตัวเองมากเกิน=มันก็เป็นการสูญเสียความภาคภูมิในตัวเอง(ที่สมดุล)แหละวะ) สุดท้ายก็จะกลายเป็นเบื่อ และเหนื่อยหน่าย หาทางออกให้กับตัวเองไม่เจอ (เพราะอีโก้เกินไป ไม่รับฟังคำติคนอื่น แบบว่าคนชมตูเยอะ ตูแฟนคลับเยอะ ตูเก่งเว้ย!!)
คนที่ประสบความสำเร็จจะมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง แก้ไขจุดบกพร่องแล้วก้าวต่อไป อย่างชิวๆ และมีความสุขกับการทำงานในระยะยาว
B: คนที่ทำโดขาย... อยากจะให้คิดด้วยว่า วาดเอาแต่ตัวเองสนุกกับทำให้คนอ่านสนุกไปกับงานของเราด้วย อย่างไหนจะดีกว่ากัน งานของเราดีพอที่จะทำให้ลูกค้าสนุกไปด้วยรึเปล่า กับราคาขนาดนี้? เราควรจะรับผิดชอบต่อลูกค้าที่ซื้องานเรามากแค่ไหน? ข้อนี้อาจจะเ้ข้าใจยากซักนิด แต่เรารู้ว่าคนที่กำลังเจอสถานการณ์นี้อยู่จะเ้ข้าใจอย่างแน่นอน
ข้อนี้คนที่ทำงานศิลปะเป็นอาชีพน่าจะเข้าใจกันได้ดี บางทีเราก็ไม่สามารถยึดติดกับตัวเองได้ขนาดนั้น ยังไงศิลปะมันก็เป็น "ภาษา" อย่างนึง มันคือการสื่อความหมาย จากใจผู้สื่อ ไปถึงผู้รับ...
ผู้อ่านเค้าได้รับสารของเรารึเปล่านะ? หรือเค้าแค่ซื้อเพราะอยากจะให้กำลังใจเรา?
สนุกกับการทำงาน แล้วทำให้คนอื่นสนุกไปกับเราด้วยมันเจ๋งออกไม่่ใช่รึไง?
4. เลียนเพื่อเรียน มิใช่เลียนเพื่อลอก
(อย่าไปสนใจ text ประกอบ.. คนใส่มันบ้า 555+)
การทำงานศิลปะหลายๆ แขนง มันก็เป็นที่ยอมรับกันมาแต่โบราณแล้วอะนะว่าต้องเริ่มจากการศึกษาให้เคยชินโดยการลอกแบบ เหมือนอย่างลายไทย, จิตรกรสมัย Renaissance ที่จะต้องฝึกจาก Maestro ของตัวเอง ตลอดจนตะลอนไปนั่งวาดลอกแบบงานดังๆ พวกรูปปั้น หรือแอบเข้าไปวาดในพิพิธภัณฑ์กันสนุกสนาน งานวาดการ์ตูนก็เหมือนกัน ปรมาจารย์ใน how to ทั้งหลายเค้าก็บอกเป็นเสียงเดียวกันว่าให้ฝึกวาดลอกลายเอาก่อน...
โดยส่วนตัวแล้วเราไม่ค่อยชอบวิธีนี้เท่าไหร่ (แต่ก็ต้องทำ ถ้าวาดไม่ได้ก็ต้องฝึกวาดตามนี่แหละ เช่นมุมแอคชันแปลกๆ มุมมองยากๆ) จริงๆ แล้วนักวาดการ์ตูนเค้าก็ดูจากหนัง, รูปถ่าย นะ สิ่งที่จะบอกก็คือ วงการศิลปะทั่วโลกเนี่ย อย่าว่าแต่การ์ตูนเลย.. มันจะมีกรณีแบบ.. โอ้โห คนนี้เก่งมาก ฮิตมาก ดังมาก คนเลยแห่ไปทำสไตล์เค้าหมด เป็นแฟชัน (ยกตัวอย่างแฟชันเสื้อผ้าเมืองไทยเนี่ย เห็นภาพดี..)
บังเอิญว่า คนไทยเราชอบตามแฟชัน.. ใครเค้าว่าดีก็ว่าตามกันหมด เคยอ่านบทความในนิตยสารนึง ฝรั่งเค้าตั้งข้อสังเกตเอาไว้ว่า คนไทยทำไมชอบทำอะไรด้วยกัน ไปห้องน้ำก็ไปด้วยกัน กินข้าวก็ต้องกินด้วยกัน ไม่รู้จักอยู่คนเดียวบ้าง เวลาใครทำอะไร ว่าอะไรก็เฮโลตามกันหมด โดยยังไม่ทันได้คิดอย่างมีวิจารณญาณว่าเฮ้ยมันควรรึเปล่าวะ.. มันดีจริงรึเปล่าวะ.. ทั้งนี้.. สาเหตุมันมาจากว่า คนไทยไม่ชอบทำอะไรขัดแย้งกับคนอื่น กลัวจะถูกปล่อยเกาะ แบบว่าเป็นแกะดำ ไม่เข้ากับพวก เพราะงี้แหละเลยเกิดวัฒนธรรมหน้าไหว้หลังหลอกตามมา (เริ่มไม่เกี่ยวละ เมาธ์เพลิน 5555)
แล้วไง? ก็เวลาใครเค้าฮิตว่าอะไรดีก็เลยแห่กันไปทำตามอย่างนั้นจนลืมความเป็นตัวเองน่ะสิ.. (พูดแล้วก็นึกถึงเวลาทำงานกราฟฟิค... ไอ้ลายดอกไม้ชมดชม้อยเลื้อยๆ นี่ก็ฮิตกันจังเนอะ ช่วงนึงเนี่ย) ทำไมถึงพูดอย่างงี้ได้น่ะเหรอ ก็ัมันเห็นอยู่ชัดๆ นี่คะว่างานของคุณเนี่ยไปเอาสไตล์ใครมา..
โอเค.. มันคล้ายกันได้ แรงบันดาลใจมันมีกันได้.. แล้วไง? คุณลองมาเป็นคนที่ถูกก็อปสไตล์ดูมั่งมั้ย (หรือร้ายที่สุด ก็จะนำไปสู่ art theif.. ขโมยผลงาน.. อ้างว่าเป็นของตู หรือลอกนั่นลอกนี่ชาวบ้านเค้ามาปะๆ หน้าไม่อาย..ทุ้ย!)
คุณลอกเพื่อฝึกได้ ไม่มีใครว่า ใครๆ เค้าก็ฝึกกันอย่างงั้น แต่ขอเหอะ จะทำงานออกมาโชว์เป็นชิ้นเป็นอันเนี่ย อย่าให้มันดูเหมือนกับลอกเลียนอะไรใครมาเลย น่าจะแยกกันออกนะ ระหว่าง มีแรงบันดาลใจมาจาก.. กับ ก็อปสไตล์เค้ามาหน้าด้านๆ
อืมมมม ชักแรง...
เอาเหอะ สรุปก็คือลอกเพื่อเรียน แต่อย่าลอกเลียน นะจ๊ะ~ มิเช่นนั้น คุณก็ไม่มีทางจะไปได้ดีจากต้นฉบับหรอก นอกจากคุณจะเอามาเป็นกาึรฝึก เรียนรู้ และต่อยอด วะฮ่ะฮ่า~
5. อยู่ที่เรียนรู้.. อยู่ที่ยอมรับมัน.. (ข้อนี้จำเป็นมากสำหรับศิลปะทุกแขนง)
A: ยอมรับความจริงให้ได้ - การยอมรับความจริงไม่ได้ ว่าเราควรจะแก้ไขอะไร เป็นกำแพงอุปสรรคที่ใหญ่ที่สุดในการพัฒนา เพราะมันไม่ได้เกิดจากคนอื่น แต่เกิดจากความคิดของตัวเราเอง
อย่าเหลิง.. อย่าคิดว่ามีแต่คนชมเราอย่างโง้นอย่างงี้อย่างงั้นแล้วเราจะเก่งเลิศเสมอไป คุณรู้ได้ยังไงว่าคนที่ชมคุณเนี่ยเค้าจริงใจ ไม่ได้ประจบ ไม่ได้ชมตามมารยาท? คุณรู้ได้ยังไงว่าคนที่่ชมคุณเนี่ยเค้ามีความสามารถพอที่จะวิจารณ์คุณได้รึเปล่า?
อย่าเฟลจนหมกมุ่น.. ไม่มีใครที่ยังไม่เคยทำอะไรผิดพลาดหรือถูกตำหนิ การที่อาจารย์ หรือเพื่อน ตำหนิเรา แสดงว่าเค้ามองเห็นว่าเราสามารถพัฒนาต่อไปให้ดีกว่านี้ได้ ถ้าใครเค้าิคิดไม่ดีกับคุณเค้าจะมาบอกคุณทำไมว่าคุณทำอะไรผิด เดี๋ยวเกิดคุณแก้ไขแล้วก้าวฉับๆๆๆ ไปได้ไกลกว่าเค้าก็อิจฉาตายเลย
อย่าไปสนใจเรื่องคำนินทา มันเป็นปกติ.. เหมือนกับวงการบันเทิง.. ถ้าคุณทำตัวดีใครๆ เค้าก็เชื่อในตัวคุณทั้งนั้นแหละ
จงแข็งแกร่ง แต่อย่าแข็งกร้าว จงอ่อนโยน แต่อย่าอ่อนไหว ok? (เท่ห์มะ รุ่นพี่สอนมา 555+)
B: สร้างนิสัยที่ดีในการคอมเมนต์คนอื่น - มันไม่ผิดหรอกถ้าคุณไม่ได้เป็นคนวาดรูป หรือไม่ได้เป็นคนที่รู้เรื่องศิลปะมากพอ (เหมือนให้เราวิจารณ์ลายรดน้ำ ลายกนก เราก็คงบอกได้แค่ เอ่อ... สวยดีค่ะ อ่อนช้อยจังนะคะ ฮะๆๆๆ
) แต่ถ้าคุณมีความสามารถที่จะคอมเมนต์อย่างละเอียดกว่า "สวยจัง", "งานเทพเว้ย ชอบๆ", "สวยดีค่ะ อ่อนช้อยจังนะคะ ฮะๆๆๆ"(แบบเมื่อกี๊), "น่าร้ากกกกก ><" ถ้าคุณมีความสามารถที่จะเมนต์อะไรที่ดีกว่านี้ได้...ทำไมคุณไม่ทำล่ะ?
ทำไมคุณถึงไม่บอกเค้าไปล่ะว่าทำไมถึงคิดว่าสวย เพราะองค์ประกอบตรงนี้มันสมดุล? เพราะใช้สีได้ดี? เพราะคาแรคเตอร์เหมือนตามต้นแบบ? บอกไปสิ ไม่บอกแล้วจะรู้ได้ยังไง (ที่สำคัญคือ ไม่บอกแล้วจะรู้ได้ยังไงว่าจะแก้อะไร) อย่ามัวแต่ไปเกรงใจเกินเหตุ การคอมเมนต์อย่างตรงจุดและขยายความเป็นการบอกเจ้าของผลงานว่าคุณใส่ใจในผลงานของเค้านะ เป็นการแบ่งปันความคิด ช่วยเหลือเืพื่อนคุณให้พัฒนางานต่อไป ถ้าสนิทกัน และรู้ว่าเพื่อนมันรับคอมเมนต์แรงๆ ได้เนี่ยยิ่งพูดตรงจะยิ่งดี
ใ้ช้คอมเมนต์ให้เหมาะสมกับคน เพราะแต่ละคนต่างกัน บางคนอาจจะจิตใจเปราะบางกับคำพูดบางคำพูด จงคิดว่า เราต้องการชี้จุดที่จะทำให้เค้ายอมรับเพื่อปรับปรุงแก้ไข แต่ก็อย่าลืมว่า ถ้าเราพูดจาโหดร้ายเกินไป ผลลัพธ์จะออกมาไม่ได้อย่างที่เราต้องการ เผลอๆ จะผิดใจกันซะเปล่าๆ จงใช้คำพูดอย่างมีจิตวิทยา.. นะจ๊ะ
จงแข็งแกร่ง แต่อย่าแข็งกร้าว จงอ่อนโยน แต่อย่าอ่อนไหว (อีกรอบ 5555)
ปล. การเมนต์ว่า "มาเมนต์แล้วนะ"... เป็นอะไรที่ unacceptable อย่างที่สุด!! (โว้ย)
หมดละมั้ง ถ้านึกได้จะมาเขียนเพิ่มอีก

ขอบคุณนะคะสำหรับคำแนะนำ(+กำลังใจ บลาๆๆๆ)
จะจำไว้ค่ะ
ขออนุญาติเรียกดราก้อนบอลก่อนกลับไปมุดเตียงนะคะ
#1 By MaaYa [LinE] v. Valentine on 2008-05-15 00:34